ประชาสัมพันธ์ สถานการณ์และแนวโน้ม ฝุ่น PM 2.5 ภาคเหนือ

ค่ามาตรฐาน PM2.5 คืออะไร
ค่ามาตรฐาน PM2.5 นี้ถูกกำหนดขึ้นเพื่อบ่งชี้ความเข้มข้นของฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอนในบรรยากาศ โดยมีหน่วยวัดเป็นไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ปัจจุบันคิดค่าเฉลี่ยได้สองแบบคือราย 24 ชั่วโมงและรายปี ซึ่งจากข้อมูลล่าสุดที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ประกาศเมื่อ 1 มิ.ย. 2566 คือประเทศไทยเราได้ปรับค่ามาตรฐาน PM 2.5 ใหม่ โดยปรับเกณฑ์อันตรายจากเดิมที่ 50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร เป็น 37.5ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร พร้อมปรับดัชนีคำเตือนผลกระทบต่อสุขภาพระดับร้ายแรง (สีแดง) ให้เริ่มต้นตั้งแต่ 75.1 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (ระดับการแจ้งเตือนดัชนีคุณภาพอากาศยังคงแบ่งเป็น 5 ระดับค่าสีตามเดิม คือ ฟ้า เขียว เหลือง ส้ม และแดง)

แต่สิ่งที่เราหลายคนอาจยังไม่รู้ก็คือ ค่ามาตรฐานฝุ่นที่ไทยเราอ้างอิงอยู่นี้ มันยัง ‘หย่อน’ กว่าที่องค์การอนามัยโลก (WHO) ประกาศใช้อยู่พอควร เพราะปัจจุบันองค์กรอนามัยโลกตั้งค่าเฉลี่ยฝุ่นละออง PM2.5 ในอากาศว่าหากมีเกินกว่า 25 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ให้ถือว่าเริ่มเป็นอันตรายต่อสุขภาพแล้ว (แต่อันนี้อาจเป็นการตั้งเกณฑ์ให้เข้มงวดสูงสุดไว้ก่อนในแง่สุขภาพมวลชน)

ดัชนีคุณภาพอากาศ (AQI) กับค่าฝุ่น PM2.5

ที่เราควรรู้คือดัชนีคุณภาพอากาศ หรือ Air Quality Index : AQI ที่ประเทศไทยใช้กันอยู่ทุกวันนี้ ถือเป็นรายงานข้อมูลคุณภาพอากาศที่ง่ายต่อความเข้าใจของคนทั่วไปมากที่สุด ซึ่งภาครัฐก็จะใช้ข้อมูลนี้ประชาสัมพันธ์ให้ผู้คนรับทราบถึงสถานการณ์มลพิษทางอากาศในแต่ละพื้นที่ว่าอยู่ในระดับใด มีผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยหรือไม่โดยดัชนีคุณภาพอากาศนี้นอกจากจะเกี่ยวโยงกับ PM2.5 โดยตรงแล้ว มันยังเป็นตัวแทนค่าความเข้มข้นของสารมลพิษทางอากาศอื่นๆ ด้วย

ปัจจุบันค่า AQI 1 ค่า จะบอกได้ถึงสารมลพิษในอากาศทั้งหมด 6 ชนิด ได้แก่

1. ฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5)ที่แทรกซึมเข้าไปได้ถึงถุงลมปอด หากได้รับในปริมาณมากหรือเป็นเวลานานจะสะสมในเนื้อเยื่อปอด ทําให้การทํางานของปอดเสื่อมประสิทธิภาพลง เกิดหลอดลมอักเสบ หอบหืด ฯลฯ

2. ฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 10 ไมครอน (PM10) ส่งผลกระทบต่อสุขภาพเนื่องจากเข้าไปสะสมในระบบทางเดินหายใจเช่นกัน

3. ก๊าซโอโซน (O3) ที่ก่อให้เกิดการระคายเคืองดวงตา ระบบทางเดินหายใจและเยื่อบุต่างๆ ทำให้สมรรถภาพการทำงานของปอดลดลง เหนื่อยเร็ว โดยเฉพาะในเด็ก คนชรา และผู้ป่วยโรคปอด

4. ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ (CO) เมื่อหายใจเข้าไปจะทำให้การลำเลียงออกซิเจนไปสู่เซลล์ต่างๆ ลดน้อยลง ส่งผลให้ร่างกายอ่อนเพลียและหัวใจทำงานหนักขึ้น

5. ก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ (NO2) มีผลต่อการมองเห็น และผู้ที่มีอาการหอบหืด หรือมีโรคในระบบทางเดินหายใจ

6. ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2) ทำให้เกิดการระคายเคืองเยื่อบุตา ผิวหนัง และระบบทางเดินหายใจ หากได้รับเป็นเวลานานจะทำให้เป็นหลอดลมอักเสบเรื้อรัง